+100%-

สำนักฉิงโจวเป็นที่ตั้งของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดใน ฉิงโจว

 

หลังจากการสอบข้อเขียนเย่ฟู่เทียนกลับไปที่หอพักเพื่อทำการฝึกฝน บางครั้งในช่วงบ่ายเขาไปที่ห้องสมุดที่สำนักเพียงคนเดียว

เขาสามารถเข้าได้แค่ชั้นแรกของห้องสมุดเท่านั้น  ในชั้นนี้มีหนังสือและม้วนกระดาษที่บันทึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การต่อสู้และเวทมนตร์แบบง่ายๆ  หนังสือเหล่านี้เหมาะสำหรับศิษย์นอกในขั้นปลุกพลัง

ชั้นสองของห้องสมุดสามารถเข้าได้เฉพาะศิษย์ในและศิษนอกที่ได้รับการจัดอันดับระหว่างการสอบในฤดูใบไม้ผลืหรือฤดูใบไม้ร่วง ความฝันของพ่อมดทุกคนคือการที่ได้อ่านหนังสือเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งเหล่านั้นได้  เฟิงฉิงเสวี่ยเป็นหนึ่งในคนที่ฝันและมีเป้าหมายที่จะได้รับการจัดอันดับในการสอบฤดูใบไม้ร่วง

อย่างไรก็ตามชั้นสองของห้องสมุดไม่ใช่เหตุผลที่เย่ฟู่เทียนมาที่นี่วันนี้ เขาเริ่มบ่มเพาะได้อย่างถูกต้อง  นอกจากการทำสมาธิอย่างอิสระเขายังไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้และเวทมนตร์ใดๆมาก่อน การสอบในวันพรุ่งนี้อาจต้องการให้เขาเข้าร่วมการต่อสู้  ถ้าพรุ่งนี้เขาแสดงทักษะการต่อสู้ระดับปานกลางมันก็อาจจะทำให้ลำบากได้  เขาไม่สามารถปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้ หลังจากที่เขาได้ที่หนึ่งในการสอบข้อเขียน  หลายคนกำลังรอให้เขาทำตัวโง่

 

ห้องสมุดถูกแบ่งครึ่งโดยแบ่งเป็นฝั่งของศาสตร์การต่อสู้และศาสตร์การทำนาย  เย่ฟู่เทียนเดินไปยังฝั่งของศาสตร์การต่อสู้

ระดับ 6 ของขั้นปลุกพลังคือจุดเปลี่ยน  ก่อนระดับ คงกระพัน ผู้บ่มเพาะศาสตร์การต่อสู้และศาสตร์การทำนายจะได้รับการฝึกที่เหมือนกัน  ความแตกต่างคือการใช้แก่นแท้ของโลกในการเสริมสร้างร่างกายเพื่อทำลายระดับให้สูงขึ้นและอีกกลุ่มหนึ่งจะใช้พลังชี่ของธาตุต่างๆ  ระดับทั้งหมดจะเหมือนกันจนกระทั่งมีการแบ่งที่ระดับ คงกระพัน

เมื่อผู้บ่มเพาะศาสตร์การต่อสู้สามารถเข้าใจถึงศิลปะของการฝึกฝนได้พวกเขาจะสามารถทำลายขีดจำกัดไปยังระดับ ลึกลับ ได้ ส่วนผู้วิเศษจะต้องหาธาตุของพลังชี่ที่ซ่อนอยู่ให้เจอโดยใช้ความสามารถในการรับรู้พลังเหล่านี้  พวกเขาจะต้องสมานพลังใหม่เข้ากับพลังชี่ที่มีก่อนหน้านี้ในแก่นชีวิต  จากนั้นพวกเขาถึงจะสามารถทำลายขีดจำกันไปยังระดับ คงกระพัน ได้

ดังนั้นสำนักฉิงโจวจึงมีความต้องการที่จะรับศิษย์ใน  ถ้าคุณสามารถอยู่ในระดับ ลึกลับ ก่อนที่จะอายุ 18 ปีคุณจะมีข้อได้เปรียบในการเข้าร่วมกับสำนักที่คุณต้องการหรือถ้าคุณเป็นเหมือนกับ หยู๋เซิง ที่มีความสามารถในการบ่มเพาะศาสตร์ทั้งสองคุณก็สามารถเลือกได้ทั้งสองอย่าง

 

ถึงแม้ว่าในห้องสมุดจะไม่มีคนมากแต่พวกเขาก็ยังคงให้ความสนใจกับเย่ฟู่เทียน ผลการสอบของการสอบข้อเขียนทำให้เขาได้รับความสนใจ แต่ถ้ารวมกับรอยยิ้มที่เขาได้รับจาก หวาเจียยวีมันก็ยิ่งทำให่เขาได้รับความสนใจมากขึ้น

มีข่าวลือว่าเขาติดอยู่ในระดับสะสมพลังแต่ทำไมเขาถึงหยิบหนังสือเกี่ยวกับการฝึกศิลปะการต่อสู้?  ทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองในขณะที่พวกเขาสังเกตุเย่ฟู่เทียนอย่างเงียบๆ

พวกเขาเฝ้ามองขณะที่เขาเดินไปยังที่นี่และที่นั่นทั่วห้องสมุด  ดูเหมือนว่าเขากำลังพยายามแบบฝึกหัดการบ่มเพาะที่เหมาะกับตัวเขาอยู่

หลังจากนั้นไม่นาน เย่ฟู่เทียนก็หยุดลงอีกครั้งเขาพลิกหนังสือที่อยู่ในมือของเขาด้วยความตั้งใจ

 

การปลดปล่อยพลังมังกร, ซึ่งได้รับการศึกษาโดยนักรบ, มันเป็นการบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ ร่างกายของผู้บ่มเพาะจะกลายเป็นเหมือนมังกรที่แข็งแกร่งและดูร้ายที่ไม่สามารถควบคุมได้

“การฝึกฝนอาจจะรุนแรง แต่มัรมีประสิทธิภาพมาก”  เย่ฟู่เทียนรู้สึกพอใจกับสิ่งที่เขาเจอ

 

“นี่ไง”  เขาปิดหนังสือและพร้อมที่จะออกไป

 

“เจ้าจะฝึกฝนการปลดปล่อยพลังมังกร?” ผู้สังเกตการณ์ถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้

 

“มีปัญหาอะไรหรอ?”  เย่ฟู่เทียนถามและหัวเราะเบา

 

“ไม่มีปัญหาหรอกมันเหมาะสำหรับเจ้าแล้ว” ผู้สังเกตการณ์พยายามกลั้นขำ

 

เย่ฟู่เทียนไม่ใส่ใจ เขาหันกลับไปและทิ้งเสียงหัวเราะและการนินทาไว้ข้างหลังเขา

“เขามาที่ห้องสมุดนี้เพื่อแสดงโชว์ให้พวกเราดูเหรอ?”  มีคนถามถึงความตั้งใจที่แท้จริงของเขาในการมาที่ห้องสมุด

“เจ้ารู้อะไรมั้ย การปลดปล่อยพลังมังกร เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นที่หนึ่งของการสอบข้อเขียน, โอ้ววข้าลืมไปได้ยังไงว่าเค้าคือเย่ฟู่เทียน!” คนอื่นพูด

“ถูกต้อง  อันดับหนึ่งนั้นแตกต่างจากพวกเราจริงๆ”  การเยาะเย่ยและเสียงหัวเราดังมาจากข้างหลังของเย่ฟู่เทียน การปลดปล่อยพลังมังกรเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาศิษย์นอก อันที่จริงมันเป็นการฝึกฝนที่มีพลัง แต่ก็ต้องให้ผู้บ่มเพาะเลียนแบบการเคลื่อนไหวของมังกรว่ามันเคลื่อนไหวอย่างไร  มีคนเคยพยายามแต่ก็ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จ

ตั้งแต่ที่เย่ฟู่เทียนมาที่ห้องสมุดเพียงเพื่อหนังสือการปลดปล่อยพลังมังกรแล้วมันก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกนิดหน่อย

 

เย่ฟู่เทียนไม่สนใจว่าพวกเขาจะพูดอะไร เขามุ่งหน้าไปยังส่วนของศาสตร์การทำนายของห้องสมุด เมื่อเขาเห็นคนสองคนกำลังมุ่งหน้ามาทางเขาจึงทำให้เขาต้องหยุดลง

หลังจากที่ถูกดุโดยพ่อของเธอ เฟิงฉิงเสวี่ยก็อารมณ์ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะมองไปรอบๆห้องสมุดเพื่อทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น  นอกจากนี้หลังจากการล่าในฤดูใบไม้ร่วงเธอได้ก้าวเข้าสู้ระดับที่ 6 ของขั้นปลุกพลัง, คงกระพัน  ในที่สุดเธอก็พร้อมที่จะบ่มเพาะศาสตร์การทำนายอย่างถูกต้องดังนั้นจึงเหมาะสำหรับเธอที่จะหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ในห้องสมุด  เฟิงฉิงเสวี่ยไม่เคยนึกว่าจะเจอเย่ฟู่เทียนที่นี่

 

ดวงตาของเธอเปล่งประกายและไม่หลีกหนีไปจากเย่ฟู่เทียน เธอมองตรงไปที่เขาและพูดว่า “เจ้ามาที่นี่เพื่อหาหนังสือการบ่มเพาะใช่มั้ย?”

 

“ใช่” เย่ฟู่เทียนยิ้มและพยักหน้าเบา ๆ

 

เฟิงฉิงเสวี่ยไม่รู้จะพูดอะไร บรรยากาศก็เริ่มดูอึดอัดขึ้น

 

“เฟิงฉิงเสวี่ย เจ้าไม่ได้จะไปดูหนังสือเวทมนตร์เหรอ?” ข้างๆเธอมู่หลงฉิงได้พยายามโน้มน้าวให้เธอไปส่วนของศาสตร์การทำนายหลังจากที่มองไปที่เย่ฟู่เทียน

 

เย่ฟู่เทียนก็เดินไปทางนั้นเหมือนกันเมื่อเห็นเขาอยู่ในส่นเดียวกันของห้องสมุด มู่หลงฉิง ขมวดคิ้วและกระซิบ “เฟิงฉิงเสวี่ย ข้าคิดว่าเขาจะไม่ยอมแพ้กับเจ้า”

เฟิงฉิงเสวี่ยนิ่ง จากนั้นเธอก็แอบมองเย่ฟู่เทียนที่กำลังมองหาหนังสืออยู่

“หลอกลวง”  มู่หลงฉิงช่วยอะไรไม่ได้เธอได้แค่นินทาเมื่อเธอเห็นเย่ฟู่เทียนกำลังมองหาหนังสือ แม้ว่าเขาจะเป็นที่หนึ่ง แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่การสอบข้อเขียนเท่านั้น เขาจะรู้ไปอะไรเกี่ยวกับการบ่มเพาะจริงๆ?

ถึงแม้ว่าเขาจะต้องการบ่มเพาะเขาก็ควรจะไปอยู่ในส่วนของศาสตร์การต่อสู้

“บางทีเขาอาจจะอยากเข้าใจเรื่องศาสตร์การทำนายก็ได้” เฟิงฉิงเสวี่ยลดเสียงของเธอลง  ผลการสอบข้อเขียนของเย่ฟู่เทียนในภาถฤดูใบไม้ร่วงนั้นทำให้เธอรู้สึกประทับใจอย่างมาก การที่อยู่อันดับหนึ่งในการสอบข้อเขียนนั้นต้องมีความรู้และความเข้าใจของศาสตร์ทั้งสองอย่าง

 

“การทำนายการต่อสู้?”  มู่หลงฉิงเห็นหนังสือในมือของเย่ฟู่เทียน เธอยิ่มอย่างขมขื่นและพูดอย่างไม่สนใจอะไรว่า “ถ้าเจ้ากำลังทำตัวเสแสร้งทำไมเจ้าไม่ลองอะไรที่มันดีกว่านี้ล่ะ?  เจ้าหลอกใครไม่ได้หรอกถ้าถือหนังสือเด็กๆแบบนั้น”

ทุกคนรอบๆได้ยินคำพูดของเธอและมองไปที่เย่ฟู่เทียน คนส่วนใหญ่ก็เริ่มหัวเราะเมื่อเพวกเขาเห็นว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง  เขาถือหนังสือที่มีคาถาพื้นฐานที่สุด การทำนายการต่อสู้ เป็นเวทมนตร์ที่ใช้เพื่อหลอกลวงเด็กเท่านั้น

เย่ฟู่เทียนปิดหนังสือและกอดมันไว้ที่อ้อมแขนของเขาพร้อมกับการปลดปล่อยพลังมังกร จากนั้นเขาก็หันไปมองมู่หลงฉิงด้วยความสงสัย “ข้ารู้จักเจ้าด้วยเหรอ?”  เย่ฟู่เทียนถามและเดินออกไปโดยที่ไม่ได้มองมู่หลงฉิงเป็นครั้งที่สอง

 

“เจ้า…!”  มู่หลงฉิงชี้นิ้วของเธอไปที่ข้างหลังเย่ฟู่เทียนและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรสักพักเธอก็รวบรวมได้ว่า “ดูเหมือนเจ้าจะอวดดีนะหลังจากที่เจ้าได้ที่หนึ่งของการสอบข้อเขียนเจ้าก็ยังวิตกกังวลที่จะมาที่ห้องสมุดและพยายามมองหาหนังสืออย่าง การทำนายการต่อสู้ ลืมความจริงที่ว่าเจ้าเป็นไอ้ขี้แพ้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าเจ้าจะเป็นผู้บ่มเพาะที่เหมาะสมกับศาสตร์การต่อสู้มากขนาดไหนเจ้าก็ไม่เคยดีพอสำหรับ เฟิงฉิงเสวี่ย!”

เฟิงฉิงเสวี่ยนั้นเป็นผู้ใช่เวทย์เหมือนกับมู่หลงฉิง ผู้ใช้เวทย์ทกคนคิดว่าพวกเขาดีกว่าผู้ที่บ่มเพาะศาสตร์การต่อสู้  หลังจากทั้งหมดในความรู้สึกบางอย่างผู้ ใช้เวทย์ทุกคนมีความสามารถโดยธรรมชาติในการบ่มเพาะศาสตร์การต่อสู้ สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการบ่มเพาะธาตุของพลังชี่เหมือนกับแก่นของโลก แต่นอกจากผู้ที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะศาสตร์ทั้งสองอย่างจริงจังแล้วพวกผู้ใช้เวทย์คนอื่นๆจะไม่เสียเวลาในการบ่มเพาะศาสตร์การต่อสู้

 

เย่ฟู่เทียนไม่สนใจกับสิ่งที่เธอพูด แต่ไม่มีอะไรที่สามารถหยุดมู่หลงฉิงได้ “นอกจากนี้เจ้าจะกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเจ้าใจวันพรุ่งนี้ ที่หนึ่ง? เรื่องตลกอะไรกัน เมื่อผู้แพ้ก็ยังเป็นผู้แพ้เสมอ  ข้าทนรอไม่ได้ที่จะดูเจ้าทำตัวโง่ในวันพรุ้งนี้”

เย่ฟู่เทียนหยิบหนังสือทั้งสองเล่มไปลงทะเบียนแล้วจึงออกจากห้องสมุด ภายในห้องสมุดถูกครอบงำด้วยคลื่นแห่งการนินทา คนส่วนใหญ่กระซิบเกี่ยวกับหนังสือสองเล่มที่เขานำออกมา การปล่อยพลังมังกรและการการทำนายการต่อสู้  ทำไมถึงไร้สาระแบบนั้น?

เฟิงฉิงเสวี่ยฟังอย่างเงียบๆ เธอไม่มีอะไรจะพูด  ถึงแม้ว่าเยาฟู่เทียนจะยิ้มให้กับเธอ แต่เธอก็ยังรู้สึกถึงเส้นบางๆที่ขาดออกจากกัน เขาตอบตามที่เธอถามและเว้นระยะห่างจากเธอ แต่เฟิงฉิงเสวี่ยไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงรู้สึกไม่สบายใจ

 

…….

 

“การปลดปล่อยพลังมังกรและการการทำนายการต่อสู้” หยู๋เซิงรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้เห็นหนังสือทั้งสองเล่ม  เขามองไปที่เย่ฟู่เทียน “เจ้าจะบ่มเพาะศาสตร์ทั้งสองและเริ่มด้วยศิลปะการต่อสู้?”

“ช่ายย พ่อมดประกาศิตเรียกได้ว่าเป็นพ่อมดเพราะพวกเรามีพรสวรรค์ของธาตุโดยกำเนิด  อย่างไรก็ตามพ่อมดประกาศิตเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้  ข้าไม่สามารถทิ้งพรสวรรค์นี้ไปอย่างเปล่าประโยชน์! “  เย่ฟู่เทียนพยักหน้าและกล่าวต่อ “สำหรับเหตุผลของการเริ่มต้นที่ศิลปะการต่อสู้นั้นก็เพาะระดับพลังเวทย์ของข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ มันเพิ่งเริ่มต้น  ข้าไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพของข้าให้เหมือนกับพ่อมดได้”

 

“แล้วเรื่องการทำนายการต่อสู้ล่ะ?”  หยู๋เซิงอยากรู้อยากเห็น

 

“มันดีกว่าที่จะเตรียมตัวสำหรับทุกอย่าง”  เย่ฟู่เทียนยิ้มอย่างมีเล่ห์สไนให้กับเขา“นอกจากนี้การบ่มเพาะ การทำนายการต่อสู้นั้นง่ายมากๆ มันไม่ต้องใข้เวลามากนัก”

หยู๋เซิงพยักหน้าและไม่มีคำถามอีก  เย่ฟู่เทียนพูดอีกครั้งว่า “เจ้าจิ้งจอกนั้นไม่มีส่วนได้เสียกับการชิงชัยและเธอจะไม่เข้าร่วม ถ้าเธอไม่เข้าร่วมข้าจะพยายามเป็นที่หนึ่งในการสอบภาคฤดูใบไม้ร่วงนี้”

“รับทราบ”  หยู๋เซิงหยักหน้า ถ้ามันเป็นสิ่งที่เย่ฟู่เทียนต้องการเขาก็จะทำมัน เขาอยู่ในรายชื่อ ผู้หลักแหลม ถ้าเขาสามารถยืนอยู่เหนือทุกคนได้ในวันพรุ่งนี้เขาก็จะได้ที่แรกๆสำหรับการสอบ

“ข้าจะไปบ่มเพาะ” เย่ฟู่เทียนกล่าว จากนั้นเขาก็เดินไปยังพื้นที่บ่มเพาะที่ถูกกำหนดไว้และเปิดหนังสือ การปลดปล่อยพลังมังกร  เมื่อดูตัวหนังสือและแผนผังของหนังสือเขาก็หลับตาลง  วินาทีต่อมาก็มีเสียงดังก้องเกิดขึ้น เขาถูกล้อมรอบด้วยแสงของสายฟ้าซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละวินาที

 

สายฟ้าที่น่าหวาดกลัวกำลังวิ่งผ่านไปทั่วร่างกายเขา  เย่ฟู่เทียนสังเกตมังการในใจของเขาขณะที่มันคำรามและเต้นรำมันมีกลิ้นอายของพลัง

ในร่างกายของเขา, ฟ้าร้องและฟ้าผ่าในจิตวิญญาณชี่ของเขาจะเคลื่อนไหวช้าๆเหมือนกับมังกร  ดูเหมือนมังกรในแก่นชีวิตของเขาจะดูสมจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ

คนอื่นๆที่พยายามจะฝึกฝนการปลดปล่อยพลังมังกร ล้มเหลวในการเลียนแบบรูปแบบของมังกร แต่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเย่ฟู่เทียนเลย

การฝึกฝนจากหนังสือ มังกรที่ก่อตัวขึ้นจากสายฟ้าและฟ้าผ่าได้วิ่งไปทั่วร่างกายของเขา  มันผ่านเข้าไปในเส้นประสาท อวัยวะ แขนขาและกระดูก มันอยู่ทั่วทุกที่  ทันใดนั้นใบหน้าของเย่ฟู่เทียนก็กลายเป็นสีแดงสดและสีขาว ดูเหมือนว่าเขาเจ็บปวดมาก มีเสียงโหยหวนดังขึ้นมาตลอดจนถึงตอนนี้

 

การปลดปล่อยพลังมังกรนั้นมีพลังมาหาศาลมากและร่างกายก็จะได้รับความเสียหายอย่างมาก มันจะสร้างภาพลักษณ์ของมังกรไว้ในร่างกายของคุณจนร่างกายของคุณจะกลายเป็นเหมือนมังกร

การฝึกฝนนี้เปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน  เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้นมีคนกำลังเต้นรำอยู่ในสนามในหอพัก เขาคือ เย่ฟู่เทียนเขายังคงฝึกฝนวิธีการปลดปล่อยพลังมังกร การเคลื่อนไหวของเขาดูยิ่งใหญ่และมีประสิทธิภาพ  รอบตัวเขาดูสว่างไสวด้วยม่านแสง  วงรอบตัวของเขาดูรางๆเหมือนกับมังกร จนบางครั้งมันเกือบจะเหมือนกับมังกรตัวจริง

 

มีเสียงดังออกมาจากหมัดของเย่ฟู่เทียนมันฟังดูเหมือนกับมังกร  มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากระยะไกล; ผนังได้พังลง

 

มีคนวิ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุ เขาคือหยู๋เซิง เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเขาก็มองไปที่เย่ฟู่เทียน

 

“เจ้าประสบความสำเร็จในการฝึกฝนศาสตร์การต่อสู้  เจ้าอยู่ในระดับ ลึกลับ ของศาสตร์การต่อสู้แล้ว” หยู๋เซิงกล่าว

 

“ขั้นปลุกพลังระดับ 7”  เย่ฟู่เทียนยิ้ม “ดูเหมือนว่าเราจะต้องหาคนมาซ่อมกำแพงนั่น บอกพวกเขาว่าเจ้าทำมันพังขณะที่กำลังฝึกฝนอยู่”

 

“เจ้าโยนความผิดให้ข้า?”  หยู๋เซิงมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“แน่นอน!”  เย่ฟู่เทียนหัวเราะและมุ่งหน้ากลับไปยังห้องของเขา เขามีเหงื่อท่วมตัวและต้องไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบภาคฤดูใบไม้ร่วงในวันนี้. . .

ตอนที่ 12 : พี่ชาย
ตอนที่ 14 : การชิงชัย
error: Content is protected !!
Skip to toolbar